หลายแบรนด์เริ่มยิงโฆษณาเพื่อเพิ่มจำนวนคนดูไลฟ์สด แต่เมื่อจบไลฟ์กลับพบว่า แม้ยอดผู้ชมจะเพิ่มขึ้น ยอดขายกลับไม่ได้เติบโตตามไปด้วย ปัญหานี้เกิดขึ้นเพราะการยิงแอดไลฟ์ไม่ควรมีเป้าหมายเพียงแค่พาคนเข้ามาดู แต่ต้องพาคนที่มีโอกาสสนใจสินค้าเข้ามาในช่วงเวลาที่เหมาะสม

โฆษณาที่ทำให้ยอดคนดูสูง อาจไม่ได้หมายความว่าเป็นโฆษณาที่ช่วยสร้างยอดขาย หากกลุ่มคนที่เข้ามาไม่ตรงกับสินค้า ไม่เข้าใจข้อเสนอ หรือออกจากไลฟ์ก่อนเห็นช่วงขายสำคัญ งบประมาณที่ใช้ก็อาจกลายเป็นเพียงค่าซื้อจำนวนผู้ชมชั่วคราว

การยิงแอดไลฟ์ควรแบ่งออกเป็น 3 ช่วง

ช่วงแรกคือก่อนเริ่มไลฟ์ เป้าหมายของโฆษณาในช่วงนี้คือทำให้กลุ่มเป้าหมายรู้ว่าจะมีไลฟ์เกิดขึ้น และสร้างเหตุผลให้พวกเขาต้องการเข้ามาดู

คอนเทนต์ก่อนวันไลฟ์ไม่ควรบอกเพียงวันและเวลา แต่ควรสื่อสารประโยชน์ที่คนดูจะได้รับ เช่น การสาธิตสินค้า การตอบคำถามกับผู้เชี่ยวชาญ การเปิดราคาพิเศษ หรือการแนะนำวิธีเลือกสินค้าที่เหมาะกับแต่ละคน

เมื่อคนดูมีเหตุผลในการเข้ามา โอกาสที่พวกเขาจะอยู่ดูและสนใจข้อเสนอจะสูงกว่าการเห็นโฆษณาที่บอกเพียงว่า “คืนนี้พบกันในไลฟ์”

ช่วงที่สองคือระหว่างไลฟ์ การยิงแอดในช่วงนี้ต้องพิจารณาความพร้อมของห้องไลฟ์ด้วย ไม่ควรเร่งงบประมาณทันทีตั้งแต่นาทีแรก หากพิธีกรยังอยู่ในช่วงทักทายหรือยังไม่ได้เข้าสู่เนื้อหาหลัก เพราะคนที่ถูกพาเข้ามาอาจไม่เห็นเหตุผลที่จะอยู่ต่อ

ช่วงที่เหมาะกับการเร่งจำนวนคนดูควรเป็นช่วงที่ไลฟ์เริ่มมีบรรยากาศ มีการตอบโต้ มีการสาธิตสินค้า หรือกำลังเข้าสู่ข้อเสนอสำคัญ คนที่เข้ามาใหม่จะเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นได้รวดเร็ว และมีโอกาสอยู่ดูต่อมากกว่า

ช่วงที่สามคือหลังจบไลฟ์ คนที่เข้ามาดูแต่ยังไม่ซื้อไม่ควรถูกมองว่าเป็นงบประมาณที่สูญเปล่า เพราะคนกลุ่มนี้อาจสนใจสินค้าแล้ว แต่ยังมีข้อสงสัยหรือต้องการเวลาตัดสินใจ

แบรนด์สามารถนำวิดีโอช่วงสำคัญจากไลฟ์มาตัดเป็นคลิปสั้น เช่น ช่วงสาธิตสินค้า ช่วงตอบคำถาม หรือช่วงรีวิวข้อแตกต่าง แล้วนำไปสื่อสารต่อกับผู้ที่เคยรับชม เคยมีส่วนร่วม หรือเคยกดดูสินค้า วิธีนี้ช่วยต่อยอดความสนใจหลังไลฟ์จบได้

โฆษณาต้องสื่อสารเรื่องเดียวกับที่พูดในไลฟ์

ปัญหาที่พบบ่อยคือโฆษณาพูดถึงประโยชน์หนึ่ง แต่เมื่อคนดูเข้ามาในไลฟ์กลับพบว่าพิธีกรกำลังขายอีกสินค้าหนึ่ง หรือข้อเสนอไม่ตรงกับที่เห็นในโฆษณา ความไม่ต่อเนื่องนี้ทำให้ลูกค้ารู้สึกสับสนและออกจากไลฟ์ได้ง่าย

ก่อนยิงแอด ทีมโฆษณา พิธีกร และทีมดูแลไลฟ์จึงต้องใช้ข้อมูลชุดเดียวกัน ได้แก่ สินค้าหลัก ปัญหาของลูกค้า ข้อเสนอ ราคา และจังหวะในการนำเสนอ

หากโฆษณาสื่อสารว่าไลฟ์จะช่วยแนะนำวิธีเลือกสินค้าตามปัญหา พิธีกรก็ควรเริ่มต้นด้วยประเด็นนั้น ไม่ใช่เริ่มจากการอ่านโปรโมชันทั้งหมดทันที

อย่าวัดผลจากต้นทุนต่อคนดูเพียงตัวเดียว

ต้นทุนต่อการรับชมที่ต่ำอาจดูน่าสนใจ แต่ถ้าคนดูเข้ามาแล้วออกทันที ไม่กดดูสินค้า และไม่มีส่วนร่วมกับไลฟ์ ต้นทุนที่ต่ำก็อาจไม่มีความหมายทางธุรกิจ

ตัวเลขที่ควรนำมาพิจารณาร่วมกัน ได้แก่ ระยะเวลาที่คนอยู่ในไลฟ์ จำนวนการคลิกสินค้า จำนวนคอมเมนต์ อัตราการเพิ่มสินค้าในตะกร้า จำนวนคำสั่งซื้อ และมูลค่ายอดขายเมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายทั้งหมด

การยิงแอดไลฟ์ที่มีประสิทธิภาพจึงไม่ใช่การแข่งขันว่าใครเรียกคนดูได้มากกว่า แต่เป็นการบริหารเส้นทางของลูกค้าตั้งแต่เห็นโฆษณา เข้ามาดู เริ่มสนใจ ไปจนถึงตัดสินใจซื้อ เมื่อโฆษณา เนื้อหาในไลฟ์ และข้อเสนอถูกวางให้ต่อเนื่องกัน งบประมาณที่ใช้จะมีโอกาสเปลี่ยนเป็นยอดขายได้มากกว่าการยิงแอดเพื่อเพิ่มตัวเลขผู้ชมเพียงอย่างเดียว